วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เทคนิคการเลี้ยงลูกในช่วงวัยต่างๆ ตอน...ฝึกให้ลูกรู้จักความเป็นอิสระ

เทคนิคการเลี้ยงลูกในช่วงวัยต่างๆ
ตอน...ฝึกให้ลูกรู้จักความเป็นอิสระ

เมื่อลูกต้องเผชิญสถานการณ์ใดเป็นครั้งแรกในหลายๆครั้งก็มักเป็นการเผชิญครั้งแรกของแม่ด้วยเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นลูกคนแรกความเป็นไปได้ก็ยิ่งสูงขึ้นตามเวลาลูกต้องลงมือทำสิ่งใหม่ๆแม่จึงมักวิตกกังวลเป็นห่วงหรือเตรียมการให้เลยโดยลูกไม่ได้มีส่วนร่วมหรืออาจไม่ได้เห็นขั้นตอนเตรียมการนั้นคุณเองก็เป็นอย่างนี้หรือเปล่าการที่คุณแม่หวังดีตระเตรียมทุกอย่างให้นั้นเป็นการปิดกั้นพัฒนาการของเด็ก
มาดูตัวอย่างของโจกันดีกว่า
โจเป็นนักเรียนชั้น.5เขาต้องไปเข้าค่ายพักแรมกับโรงเรียน 2วัน1คืนโจเพิ่งเคยเข้าค่ายเป็นครั้งแรกจึงตื่นเต้นมากก่อนเดินทางโจเตรียมสัมภาระอย่างขะมักเขม้นขณะที่กำลังเตรียมของแม่ก็เข้ามาช่วยจัดเมื่อแม่เห็นสัมภาระที่โจจัดก็รู้สึกว่ามีอะไรขาดหายไปสักอย่างมาดูบทสนทนาระหว่างแม่กับโจกัน
แม่:             จัดของไปให้พร้อม  อย่าลืมอะไรนะ  ลูกจัดเองได้ไหม
โจ:              แม่ครับ  มีกระดาษหนังสือพิมพ์ไหม
แม่:             กระดาษหนังสือพิมพ์หรือจ๊ะ  ไม่ใช่เอาเสื่อเหรอ
โจ:              เห็นครูบอกว่าคราวนี้ไม่ต้องเอาเสื่อไป
แม่:             แล้วถ้าฝนตกจะทำยังไงล่ะ  เอาเสื่อไปไม่ดีกว่าเหรอ
โจ:              ไม่หรอก  เพื่อนคนอื่นเขาก็จะเอากระดาษหนังสือพิมพ์ไปทั้งนั้น
แม่:             ถ้างั้นลูกเอาเสื่อไปเผื่อด้วยดีไหม  แล้วเตรียมผ้าขนหนูกับทิชชูหรือยัง
โจ:              ยังเลย  กำลังจะไปหยิบ  เดี๋ยวผมจัดเองได้ครับ
แม่:             ไหน  ให้แม่ดูของหน่อย  เอาไปแค่นี้เองเหรอ  ครูบอกให้เตรียมอะไรนอกจากนี้อีกไหม
โจ:              แค่นี้แหละแม่  ผมจัดคนเดียวได้
แม่:             ก็ตามใจ  ถ้าเกิดลืมเอาอะไรไปแม่ไม่รู้ด้วยนะ

ตัวอย่างบทสนทนานี้มีอะไรผิดปกติไหม ดูแล้วไม่น่าจะมีอะไรใช่ไหม ลองดูสิ่งที่แฝงอยู่ในบทสนทนานี้กัน
แม่อยากให้ลูกเข้าค่ายพักแรมอย่างสนุกสนานมีความสุขเต็มที่โดยไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องความรักของแม่นี้ทำให้จิตใจแม่มัวพะวงกับการจัดสัมภาระจึงเข้าไปวุ่นวายและออกความเห็น   แทนที่จะให้ลูกแสดงความคิดเห็นของตนแม่กลับถามลูกซ้ำไปมา  แม้การที่แม่เข้าไปช่วยจัดสัมภาระให้ทั้งหมดจะทำให้ไม่เกิดปัญหาระหว่างเข้าค่ายพักแรม แต่การที่แม่ยังคงมีความคิดว่าลูกยังจัดการอะไรด้วยตัวเองไม่ได้แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกันล่ะลูกก็จะคิดว่าปล่อยให้แม่จัดการปลอดภัยกว่าเมื่อเป็นเช่นนี้แม่จึงต้องเป็นผู้ช่วยทุกครั้งไปการเข้าไปช่วยเหลือเช่นนี้ทำให้เด็กเสียโอกาสที่จะใช้ความคิดและเรียนรู้สิ่งใหม่เพื่อพึ่งพาตนเองให้ได้ในอนาคต
คุณพ่อคุณแม่ต้องหัดให้ลูกทำสิ่งต่างด้วยตัวเองแม้จะยังไม่ค่อยวางใจก็ต้องบังคับตนเองให้ปล่อยเด็กได้หัดคิดและทำเรื่องต่างๆด้วยตัวของเขาเมื่อจะซักถามในคำถามนั้นต้องไม่แฝงความคิดเห็นหรือคำแนะนำ  คุณพ่อคุณแม่เพียงแต่ถามในเรื่องสำคัญหรือถามนำเท่านั้นจากนั้นให้ลูกแสดงความคิดเห็นออกมาการทำแบบนี้จะนำไปสู่ความรู้สึกไว้วางใจลูกและเปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาตนเองขึ้นได้แต่ระหว่างที่ปล่อยให้ลูกมีอิสระในการจัดการทุกอย่างด้วยตนเองแม่ก็ต้องไม่ลืมแสดงออกว่าพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอดเวลาที่ลูกต้องการ  การที่แม่เชื่อใจและปล่อยให้ลูกทำเองไม่ได้หมายความถึงการละสายตาและไม่เอาใจใส่แต่เป็นการรักษาระยะห่างไว้พอสมควรและหมั่นคอยดูแลเป็นระยะการปล่อยให้ลูกทำเรื่องต่างนั้นจะช่วยพัฒนาในด้านการตัดสินใจการใช้ความคิดและเพิ่มพูนความมั่นใจในตัวเองแม่ควรเป็นผู้เฝ้ามองพัฒนาการนี้ของลูกและปล่อยให้ลูกคิดทำอะไรด้วยตัวเขาเอง
ก่อนจะจากอยากฝากคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองทุกท่านว่า
เวลาลูกหลานทำสิ่งต่างๆแม้อาจทำได้ไม่ถูกใจพ่อแม่หรือไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็ดีกว่าที่พ่อแม่จะจัดการให้ตั้งแต่ต้นจนจบคุณควรทำเพียงเฝ้ามองและถามคำถามง่ายๆว่าทำอย่างไรดีนะเพื่อให้ลูกได้มีโอกาสไตร่ตรองและแสดงความคิดเห็นลูกจะกลายเป็นคนทำอะไรเองไม่เป็นเลยหรือเป็นเด็กที่สามารถตัดสินใจและทำสิ่งต่างๆได้เองนั้นขึ้นอยู่กับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นผู้กำหนด

#เทคนิคการเลี้ยงลูกในช่วงวัยต่างๆ

#การสื่อสารเชิงบวก

เทคนิคการเลี้ยงลูกในช่วงวัยต่างๆ ตอน...วิธีพูดคุยให้ลูกรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์

เทคนิคการเลี้ยงลูกในช่วงวัยต่างๆ
ตอน...วิธีพูดคุยให้ลูกรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์

เรียนมาจากที่โรงเรียนแลว ทำไมถึงไม่รูล่ะ
                คุณพ่อคุณแม่คงไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่าเคยพูดแบบนี้กับลูก  ไม่ว่าจะพูดด้วยอารมณ์ หรือเพราะคาดหวังอะไรบางอย่างจากลูก แต่คำพูดแบบนี้ล้วนแล้วแต่สร้างความรู้สึกที่ไม่ดีกับลูกได้
สิ่งที่ลูกกำลังทำ แม้ในสายตาพ่อแม่จะเห็นเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับลูกแล้วเวลาทำอาจดูเงอะงะประหม่าหรือตื่นตระหนกส่งผลให้พ่อแม่หงุดหงิดและอาจระเบิดความไม่พอใจใส่ลูกหรืออาจเกิดความกังวลว่าลูกมีปัญหาทางด้านพัฒนาการช้ากว่าเด็กคนอื่นที่อายุเท่ากันหรือเปล่า จนพยายามยื่นมือเข้าไปแก้ไขปัญหาที่เกิดแต่ท่าทางกระวนกระวายสีหน้ากลัดกลุ้มของพ่อแม่อาจทำให้เหตุการณ์ย่ำแย่ลงกว่าเดิมเพราะจะทำให้เด็กเกิดความกลัวมากขึ้นควบคุมตัวเองไม่อยู่ทำให้รู้สึกไม่เป็นอิสระและไม่กล้าทำอย่างอิสระเกิดความรู้สึกต้อยต่ำด้วยเหตุนี้แทนที่จะเกิดความรู้สึกว่าต้องกระตุ้นตนเองให้ทันความต้องการของแม่กลับกลายเป็นว่าลูกเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจไม่กล้าลงมือทำอะไร
                    
Case
คุณแม่ท่านหนึ่งหนักใจอยู่เป็นทุนว่าลูกชายไม่เก่งเลขวันหนึ่งลูกชายทำหน้าเบะเหมือนจะร้องไห้มาหาแม่เพื่อขอให้ช่วยสอนการบ้านเรื่องเศษส่วนทำให้แม่ระงับความโกรธไม่อยู่พูดสวนกลับไปว่าเรียนมาจากที่โรงเรียนแล้วทำไมถึงยังทำไม่ได้”

ในสถานการณ์เช่นนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องพูดสร้างกำลังใจและกระตุ้นความสามารถในการแก้โจทย์การบ้านของลูกขึ้นให้ได้  สิ่งที่แม่จำเป็นต้องทำคือหาบทสนทนาสร้างแรงจูงใจ สร้างแรงกระตุ้นแก่ลูก แต่ส่วนใหญ่ประโยคที่พ่อแม่พูดมักเป็นประโยคคำถามฝ่ายเดียว และลูกก็จะตอบอย่างกระท่อนกระแท่น พูดเสียงเบาอย่างไม่มั่นใจในตัวเอง แต่พ่อแม่มักใช้น้ำเสียงแข็งกร้าวและดังเฉียบขาด ประกอบกับลูกที่ตั้งใจจะมาขอให้ช่วยสอนการบ้านมีความเกรงกลัวอยู่เป็นทุนเดิม เมื่อมาเจอน้ำเสียงและคำถามจากพ่อแม่แบบนี้ ก็ยิ่งทำให้เด็กมัวแต่ลนลานตอบคำถาม ไม่มีเวลาคิด มีโอกาสตอบผิดได้มาก
ข้อแนะนำสำหรับกรณีนี้คือ เวลาแม่พูดกับลูก ต้องปรับจังหวะความเร็วของคำพูดให้เท่ากับความเร็วที่ลูกพูด สิ่งนี้เรียกว่า การชะลอ” ซึ่งเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง คือการพยายามเลียนแบบจังหวะหรือปรับจังหวะการพูดให้เข้ากับอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าคนหนึ่งพูดเร็ว แต่อีกคนพูดช้า ทั้งคู่จะรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่พวกของตนและเกิดความขัดแย้งในใจ แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายพูดด้วยความเร็วเท่าๆกัน จะทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่า อืม...คนนี้เป็นพวกเดียวกับเรา” และเกิดความสบายใจ 
นอกจากปรับความเร็วแล้ว ยังรวมถึงสิ่งอื่นๆด้วย เช่น เนื้อหาและปริมาณของบทสนทนา โทนเสียง การขยับเคลื่อนไหวร่างกาย ฯลฯ และยิ่งถ้าต้องการให้ลูกเปิดใจมากขึ้น ต้องการรู้ความในใจของลูกมากขึ้น ก็จำเป็นต้องใช้ทักษะ การชะลอ” นี้ให้มาก ถ้าไม่ใช้ทักษะนี้แล้ว บทสนทนาจะกลายเป็นการพูดอยู่ฝ่ายเดียว


มาดูตัวอย่างการพูดกัน

การพูดที่ขัดขวางพัฒนาการของลูก
ลูก: แม่ครับ  ทำไมเลขถึงยากอย่างนี้
แม่: ทำไมล่ะ  ลูกก็เรียนมาจากที่โรงเรียนแล้วนี่
ตอนเรียนในห้องตั้งใจฟังหรือเปล่า  ทำไมถึงไม่รู้ล่ะ
ลูก: เรื่องการหารเศษส่วนมันยากนี่
แม่: ไหน  เอามาให้แม่ดูซิ 2 ส่วน 3 หารด้วย 1 ส่วน 3
ไม่เห็นยากตรงไหนเลย
ลูก: เอ่อ...
แม่: ทำไมถึงไม่รู้ล่ะ  ในหนังสือก็อธิบายไว้ตรงนี้ไงเห็นไหม
หรือว่าไม่ได้อ่าน
ลูก: .... (เงียบ)
แม่: การหารเศษส่วนก่อนอื่นก็ต้องกลับเศษเป็นส่วนก่อนแล้ว
เอาไปคูณ  ดังนั้น 2 ส่วน 3 ต้องคูณด้วยอะไร
ลูก: คูณด้วย 3 ส่วน 1 ใช่ไหม
แม่: ถูกต้อง  แล้วคำตอบคืออะไร
ลูก: เอ่อ... ใช่ 1 ส่วน 2 หรือเปล่า
แม่: จะเป็น 1 ส่วน 2 ได้ยังไง  ทำไมถึงไม่รู้นะ
ลูก: ก็ผมไม่เก่งเรื่องคูณเศษส่วนด้วย...
แม่: ตายแล้ว!  ลูกทำโจทย์เลขมาตั้งเยอะทำไมยังไม่รู้ล่ะ
ลูกทบทวนฝึกแก้โจทย์เลขบ้างหรือเปล่า  ถ้าไม่ฝึกก็ทำไม่ได้สิ
ลูก: ....(ร้องไห้)
แม่: ร้องไปก็ไม่มีประโยชน์  ไปเอาหนังสือกับสมุดมา
การพูดที่ส่งเสริมพัฒนาการเป็นสองเท่า
ลูก: แม่ครับ  ทำไมเลขมันยากอย่างนี้
แม่: (หยุดตั้งสติสักนิด  แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน)
ลูกว่าอะไรยากจ๊ะ
ลูก: เรื่องการหารเศษส่วนมันยากไป
แม่: การหารเศษส่วนเหรอ  ไหน  เอามาให้แม่ดูซิ
(ดูหนังสือ) 2 ส่วน 3 หารด้วย 1 ส่วน 3
หนูเรียนจากที่โรงเรียนมา  เขาว่าอย่างไรล่ะ
ลูก: ให้กลับเศษส่วนอันหลังก่อนครับ!
แม่: อืม  ใช่แล้ว  หนูหมายถึงการคูณเศษส่วนใช่ไหม
แล้วต่อไปเป็นยังไง
ลูก: ก็เป็น 2 ส่วน 3 คูณด้วย 3 ส่วน 1 ใช่ไหมครับ
แม่: ถูกจ้ะ!  ทำได้ดีมาก (พูดอย่างดีใจ)
หนูคงไม่คล่องเรื่องคูณเศษส่วนมากกว่า ไหนลองฝึกสักหน่อยเอาไหม
ลูก: ดีครับ!  แม่จะสอนผมใช่ไหม
แม่: แน่นอน  แล้วถ้าเกิดสอน ๆไปแม่สอนต่อไม่ได้ จะทำยังไงเนี่ย (หัวเราะไปด้วย)  หนูคงแย่แน่ๆเลย
ลูก: ถ้างั้นผมจะตั้งใจฟังในห้องเรียน  แล้วจะมาสอนแม่นะ
แล้วก็จะฝึกแก้โจทย์เลขที่บ้านเยอะๆ
แม่: ดีแล้ว  ตั้งใจเรียนในห้อง  แล้วมาฝึกแก้โจทย์บ่อยๆ หนูก็จะเก่งเองจ้ะ

จับจุดเพื่อพูดคุยใหถูกวิธี
แม้พ่อแม่จะวิตกกังวลกลัวว่าลูกจะมีพัฒนาการด้อยกว่าเด็กวัยเดียวกันแต่อย่างแรกพ่อแม่จำเป็นต้องใช้ทักษะการชะลอในการพูดคุยกับลูกทั้งปรับความเร็วของคำพูดให้เท่ากับที่ลูกพูดหรือปรับเนื้อหาบทสนทนาให้ใกล้เคียงกับลูกมากที่สุดเมื่อทำอย่างนี้แล้วลูกซึ่งวิตกกังวลว่าตัวเองจะเก่งไม่เท่าเพื่อนหรือกลัวว่าจะด้อยกว่าก็จะรู้สึกสบายใจและมีจิตใจมั่นคงมากขึ้น

#เทคนิคการเลี้ยงลูกในช่วงวัยต่างๆ

#การสื่อสารเชิงบวก

ปลอดภัยนะหนู รู้ภัยรอบตัว ตอน เตรียมตัวรับมือหน้าฝน

ปลอดภัยนะหนู รู้ภัยรอบตัว
ตอน เตรียมตัวรับมือหน้าฝน

                หน้าฝนแล้ว เด็ก ๆ หลายคนอาจชอบออกไปวิ่งเล่นน้ำฝนกสนุกสนาน พาลให้ผู้ใหญ่ปวดหัว เพราะกลัวเจ้าตัวน้อยจะเป็นหวัด  เอาละสิ! แล้วจะทำอย่างไรกันดี
ก่อนอื่น ๆ พ่อแม่อาจตั้งคำถามชวนคิดกับเด็กๆ ว่า “จำได้ไหมว่า ตอนที่หนูไม่สบาย เป็นหวัด ปวดหัว หนูเป็นยังไงบ้าง ตอนนั้นหนูอดออกไปวิ่งเล่น กินอะไรก็ไม่สนุก และยังอดกินไอศกรีมอร่อยอีก หนูๆคงไม่อยากเป็นหวัดใช่ไหม”
จากนั้นก็ชักชวนให้เด็ก ๆ ลองใช้เสื้อกันฝนหรือร่ม โดยคุณพ่อคุณแม่อาจหาเสื้อกันฝนหรือร่มที่มีลายน่ารัก ๆ สีสันสดใสมาให้ และสอนให้เด็ก ๆ ใส่เสื้อกันฝนหรือใช้ร่ม พร้อมแนะนำวิธีเก็บด้วย
เมื่อฝนตกและต้องออกนอกบ้าน คุณพ่อคุณแม่ก็ใช้ร่มหรือเสื้อกันฝนให้เด็ก ๆ ดู และชวนเด็ก ๆ ออกนอกบ้านพร้อมอุปกรณ์ครบชุด  เพียงเท่านี้เด็กๆก็จะคุ้นเคยกับการใช้เสื้อกันฝนและร่มแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น พ่อแม่อาจใช้โอกาสนี้สอนเรื่องการเกิดฝน หรือชักชวนให้เจ้าตัวน้อยมาเป็นผู้ช่วยในเวลาฝนตกด้วย เพื่อฝึกให้เขามีความรับผิดชอบ เช่น ช่วยเก็บผ้าหรือเก็บข้าวของที่อยู่นอกบ้าน


สำหรับเรื่องนี้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไป แม้เราจะห้ามการเกิดอุบัติเหตุไมได้ แต่เราสามารถป้องกันตัวเองได้  มาดูวิธีเตรียมความพร้อมสำหรับลูกรักในการใช้บันไดและลิฟต์กันเถอะ

คุณพ่อคุณแม่พาลูกฝึก


คุณพ่อคุณแม่ถาม - ลูกตอบ





อ่านคู่มือการป้องกันตัวเองสำหรับเจ้าตัวน้อยได้ใน