วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เทคนิคการเลี้ยงลูกในช่วงวัยต่างๆ ตอน...วิธีพูดคุยให้ลูกรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์

เทคนิคการเลี้ยงลูกในช่วงวัยต่างๆ
ตอน...วิธีพูดคุยให้ลูกรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์

เรียนมาจากที่โรงเรียนแลว ทำไมถึงไม่รูล่ะ
                คุณพ่อคุณแม่คงไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่าเคยพูดแบบนี้กับลูก  ไม่ว่าจะพูดด้วยอารมณ์ หรือเพราะคาดหวังอะไรบางอย่างจากลูก แต่คำพูดแบบนี้ล้วนแล้วแต่สร้างความรู้สึกที่ไม่ดีกับลูกได้
สิ่งที่ลูกกำลังทำ แม้ในสายตาพ่อแม่จะเห็นเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับลูกแล้วเวลาทำอาจดูเงอะงะประหม่าหรือตื่นตระหนกส่งผลให้พ่อแม่หงุดหงิดและอาจระเบิดความไม่พอใจใส่ลูกหรืออาจเกิดความกังวลว่าลูกมีปัญหาทางด้านพัฒนาการช้ากว่าเด็กคนอื่นที่อายุเท่ากันหรือเปล่า จนพยายามยื่นมือเข้าไปแก้ไขปัญหาที่เกิดแต่ท่าทางกระวนกระวายสีหน้ากลัดกลุ้มของพ่อแม่อาจทำให้เหตุการณ์ย่ำแย่ลงกว่าเดิมเพราะจะทำให้เด็กเกิดความกลัวมากขึ้นควบคุมตัวเองไม่อยู่ทำให้รู้สึกไม่เป็นอิสระและไม่กล้าทำอย่างอิสระเกิดความรู้สึกต้อยต่ำด้วยเหตุนี้แทนที่จะเกิดความรู้สึกว่าต้องกระตุ้นตนเองให้ทันความต้องการของแม่กลับกลายเป็นว่าลูกเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจไม่กล้าลงมือทำอะไร
                    
Case
คุณแม่ท่านหนึ่งหนักใจอยู่เป็นทุนว่าลูกชายไม่เก่งเลขวันหนึ่งลูกชายทำหน้าเบะเหมือนจะร้องไห้มาหาแม่เพื่อขอให้ช่วยสอนการบ้านเรื่องเศษส่วนทำให้แม่ระงับความโกรธไม่อยู่พูดสวนกลับไปว่าเรียนมาจากที่โรงเรียนแล้วทำไมถึงยังทำไม่ได้”

ในสถานการณ์เช่นนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องพูดสร้างกำลังใจและกระตุ้นความสามารถในการแก้โจทย์การบ้านของลูกขึ้นให้ได้  สิ่งที่แม่จำเป็นต้องทำคือหาบทสนทนาสร้างแรงจูงใจ สร้างแรงกระตุ้นแก่ลูก แต่ส่วนใหญ่ประโยคที่พ่อแม่พูดมักเป็นประโยคคำถามฝ่ายเดียว และลูกก็จะตอบอย่างกระท่อนกระแท่น พูดเสียงเบาอย่างไม่มั่นใจในตัวเอง แต่พ่อแม่มักใช้น้ำเสียงแข็งกร้าวและดังเฉียบขาด ประกอบกับลูกที่ตั้งใจจะมาขอให้ช่วยสอนการบ้านมีความเกรงกลัวอยู่เป็นทุนเดิม เมื่อมาเจอน้ำเสียงและคำถามจากพ่อแม่แบบนี้ ก็ยิ่งทำให้เด็กมัวแต่ลนลานตอบคำถาม ไม่มีเวลาคิด มีโอกาสตอบผิดได้มาก
ข้อแนะนำสำหรับกรณีนี้คือ เวลาแม่พูดกับลูก ต้องปรับจังหวะความเร็วของคำพูดให้เท่ากับความเร็วที่ลูกพูด สิ่งนี้เรียกว่า การชะลอ” ซึ่งเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง คือการพยายามเลียนแบบจังหวะหรือปรับจังหวะการพูดให้เข้ากับอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าคนหนึ่งพูดเร็ว แต่อีกคนพูดช้า ทั้งคู่จะรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่พวกของตนและเกิดความขัดแย้งในใจ แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายพูดด้วยความเร็วเท่าๆกัน จะทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่า อืม...คนนี้เป็นพวกเดียวกับเรา” และเกิดความสบายใจ 
นอกจากปรับความเร็วแล้ว ยังรวมถึงสิ่งอื่นๆด้วย เช่น เนื้อหาและปริมาณของบทสนทนา โทนเสียง การขยับเคลื่อนไหวร่างกาย ฯลฯ และยิ่งถ้าต้องการให้ลูกเปิดใจมากขึ้น ต้องการรู้ความในใจของลูกมากขึ้น ก็จำเป็นต้องใช้ทักษะ การชะลอ” นี้ให้มาก ถ้าไม่ใช้ทักษะนี้แล้ว บทสนทนาจะกลายเป็นการพูดอยู่ฝ่ายเดียว


มาดูตัวอย่างการพูดกัน

การพูดที่ขัดขวางพัฒนาการของลูก
ลูก: แม่ครับ  ทำไมเลขถึงยากอย่างนี้
แม่: ทำไมล่ะ  ลูกก็เรียนมาจากที่โรงเรียนแล้วนี่
ตอนเรียนในห้องตั้งใจฟังหรือเปล่า  ทำไมถึงไม่รู้ล่ะ
ลูก: เรื่องการหารเศษส่วนมันยากนี่
แม่: ไหน  เอามาให้แม่ดูซิ 2 ส่วน 3 หารด้วย 1 ส่วน 3
ไม่เห็นยากตรงไหนเลย
ลูก: เอ่อ...
แม่: ทำไมถึงไม่รู้ล่ะ  ในหนังสือก็อธิบายไว้ตรงนี้ไงเห็นไหม
หรือว่าไม่ได้อ่าน
ลูก: .... (เงียบ)
แม่: การหารเศษส่วนก่อนอื่นก็ต้องกลับเศษเป็นส่วนก่อนแล้ว
เอาไปคูณ  ดังนั้น 2 ส่วน 3 ต้องคูณด้วยอะไร
ลูก: คูณด้วย 3 ส่วน 1 ใช่ไหม
แม่: ถูกต้อง  แล้วคำตอบคืออะไร
ลูก: เอ่อ... ใช่ 1 ส่วน 2 หรือเปล่า
แม่: จะเป็น 1 ส่วน 2 ได้ยังไง  ทำไมถึงไม่รู้นะ
ลูก: ก็ผมไม่เก่งเรื่องคูณเศษส่วนด้วย...
แม่: ตายแล้ว!  ลูกทำโจทย์เลขมาตั้งเยอะทำไมยังไม่รู้ล่ะ
ลูกทบทวนฝึกแก้โจทย์เลขบ้างหรือเปล่า  ถ้าไม่ฝึกก็ทำไม่ได้สิ
ลูก: ....(ร้องไห้)
แม่: ร้องไปก็ไม่มีประโยชน์  ไปเอาหนังสือกับสมุดมา
การพูดที่ส่งเสริมพัฒนาการเป็นสองเท่า
ลูก: แม่ครับ  ทำไมเลขมันยากอย่างนี้
แม่: (หยุดตั้งสติสักนิด  แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน)
ลูกว่าอะไรยากจ๊ะ
ลูก: เรื่องการหารเศษส่วนมันยากไป
แม่: การหารเศษส่วนเหรอ  ไหน  เอามาให้แม่ดูซิ
(ดูหนังสือ) 2 ส่วน 3 หารด้วย 1 ส่วน 3
หนูเรียนจากที่โรงเรียนมา  เขาว่าอย่างไรล่ะ
ลูก: ให้กลับเศษส่วนอันหลังก่อนครับ!
แม่: อืม  ใช่แล้ว  หนูหมายถึงการคูณเศษส่วนใช่ไหม
แล้วต่อไปเป็นยังไง
ลูก: ก็เป็น 2 ส่วน 3 คูณด้วย 3 ส่วน 1 ใช่ไหมครับ
แม่: ถูกจ้ะ!  ทำได้ดีมาก (พูดอย่างดีใจ)
หนูคงไม่คล่องเรื่องคูณเศษส่วนมากกว่า ไหนลองฝึกสักหน่อยเอาไหม
ลูก: ดีครับ!  แม่จะสอนผมใช่ไหม
แม่: แน่นอน  แล้วถ้าเกิดสอน ๆไปแม่สอนต่อไม่ได้ จะทำยังไงเนี่ย (หัวเราะไปด้วย)  หนูคงแย่แน่ๆเลย
ลูก: ถ้างั้นผมจะตั้งใจฟังในห้องเรียน  แล้วจะมาสอนแม่นะ
แล้วก็จะฝึกแก้โจทย์เลขที่บ้านเยอะๆ
แม่: ดีแล้ว  ตั้งใจเรียนในห้อง  แล้วมาฝึกแก้โจทย์บ่อยๆ หนูก็จะเก่งเองจ้ะ

จับจุดเพื่อพูดคุยใหถูกวิธี
แม้พ่อแม่จะวิตกกังวลกลัวว่าลูกจะมีพัฒนาการด้อยกว่าเด็กวัยเดียวกันแต่อย่างแรกพ่อแม่จำเป็นต้องใช้ทักษะการชะลอในการพูดคุยกับลูกทั้งปรับความเร็วของคำพูดให้เท่ากับที่ลูกพูดหรือปรับเนื้อหาบทสนทนาให้ใกล้เคียงกับลูกมากที่สุดเมื่อทำอย่างนี้แล้วลูกซึ่งวิตกกังวลว่าตัวเองจะเก่งไม่เท่าเพื่อนหรือกลัวว่าจะด้อยกว่าก็จะรู้สึกสบายใจและมีจิตใจมั่นคงมากขึ้น

#เทคนิคการเลี้ยงลูกในช่วงวัยต่างๆ

#การสื่อสารเชิงบวก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น