วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อัจฉริยะปั้นได้ ตอน สมอง...พัฒนาได้ไร้ขีดจำกัด

อัจฉริยะปั้นได้
ตอน สมอง...พัฒนาได้ไร้ขีดจำกัด
พ่อแม่หลายคนอาจสงสัยว่า ควรฝึกและพัฒนาสมองของเจ้าตัวเล็กตั้งแต่เมื่อไร และพัฒนาได้อย่างไร
เรามาดูคำแนะนำและข้อคิดดี ๆ จาก นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ (สวร.) และหัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กัน

(ตัดตอนมาจาก คำนิยมหนังสือ ชุด “อัจฉริยะปั้นได้ สมองซีกขวาพัฒนาได้ไร้ขีดจำกัด” และ “อัจฉริยะปั้นได้ สมองซีกซ้ายพัฒนาได้ไร้ขีดจำกัด”)

เหตุตั้งต้นที่ทำให้มนุษย์พัฒนาขึ้นต่างจากสัตว์ทั้งปวง คือ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงซึ่งมีสัดส่วนที่ลูกอยู่กับครอบครัวนานที่สุด (มากกว่า ¼ ของชีวิต) ครอบครัวจึงมีบทบาทในการปลูกฝังการเรียนรู้และส่งผลให้มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุดในโลก
อีกอย่างก็คือ มนุษย์มีสมองส่วนคิดมากถึง 80% (อีก 20%เป็นสมองส่วนอยาก ทำหน้าที่ด้านอารมณ์และสัญชาตญาณ ซึ่งควบคุมพฤติกรรมต่าง ) สมองส่วนคิดนี้เองมีส่วนสำคัญในการเรียนรู้ ทั้งด้านความรู้และคุณธรรม และหากครอบครัวเข้าใจการเรียนรู้ของสมองทั้งสองส่วนนี้ ก็จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเด็ก ได้เป็นอย่างดี
สมองส่วนคิดมีลักษณะสำคัญ คือ มีความสามารถในการเรียนรู้ได้มากเกินขอบเขตที่ผู้ปกครองจะนึกถึง โดยจะเรียนรู้ได้ดีในภาวะอารมณ์ด้านบวก คือ สนุก ท้าทาย มีความสุข สงบ ในทางกลับกันจะเรียนรู้ได้ลดลงในภาวะอารมณ์ด้านลบ คือ น่าเบื่อ เครียด วุ่นวาย นอกจากนั้นสมองยังเรียนรู้จากสังคมและผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ พี่น้อง หรือเพื่อน
จากการวิจัยสมัยใหม่ มีการค้นพบว่า ช่วง 20 ปีแรก สมองจะเรียนรู้ได้มาก และการเรียนรู้นั้นก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย เพราะสมองมีการจัดระเบียบใยประสาทจากด้านหลังมาด้านหน้า สมองส่วนไหนมีการจัดระเบียบก่อน ก็จะทำให้เรียนรู้ได้ง่ายในช่วงวัยนั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วสมองของวัยทารกจึงเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับการสัมผัสและกล้ามเนื้อใหญ่ ในวัย 3-5 ปี สมองจะเรียนรู้ในด้านภาษา ความคิดและจินตนาการ ซึ่งจะต่อเนื่องไปยังวัยเรียน (6-12 ปี) ในลักษณะของภาษา คณิต วิทยาศาสตร์ และความคิดสร้างสรรค์ในด้านศิลปะ ดนตรี และกีฬา ในขณะที่ช่วงอายุ 12-20 ปี สมองส่วนหน้าสุดจะมีการจัดระเบียบใยประสาท ทำให้มีการเรียนรู้ในด้านวิจารณญาณและการตัดสินใจ ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู และนักการศึกษาเข้าใจว่าควรเน้นพัฒนาอะไรในแต่ละช่วงวัย
และเมื่อถูกกระตุ้นหรือได้รับการพัฒนา สมองจะสร้างใยประสาทจำนวนมาก ส่วนที่ใช้บ่อย ๆ จะหนาขึ้นเป็นวงจรการเรียนรู้ ส่วนที่ไม่ถูกใช้ก็จะค่อย ๆ หายไป ซึ่งก็คือการจัดระเบียบใยประสาทนั่นเองสิ่งที่เราจะส่งเสริมเด็ก ๆ ได้ก็คือ ทำอย่างไรให้เกิดการเรียนรู้ในทางที่ถูกเพื่อพัฒนาสมอง ในขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้เกิดวงจรการเรียนรู้ที่ผิดจากประสบการณ์ที่ไม่ดีต่าง ๆ

...

อัจฉริยะปั้นได้ จะให้แรงบันดาลใจกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ๆด้วยกิจกรรมซึ่งอยู่ในกระดาษ (หนังสือ) โดยกิจกรรมเหล่านี้ ผู้ใหญ่สามารถประยุกต์เข้ากับกิจกรรมในชีวิตจริง ๆ ได้ จึงเป็นหลักสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ใหญ่จะแปลงจากกระดาษไปสู่ชีวิตจริงผ่านการปฏิสัมพันธ์และการเล่นกับเด็ก หลักง่าย ๆ ก็คือ แบ่งการเล่นเป็น 3 ส่วน คือ เล่นอิสระ (เช่น วิ่งเล่น ขี่จักรยาน ซ่อนหา)เล่นตามจินตนาการ (เช่น เล่นตุ๊กตา เล่นบทบาทสมมติ) และเล่นอย่างสร้างสรรค์ (วาดภาพ ปั้น ระบายสีร้องเพลง ฯลฯ) โดยเป็นการเล่นตามธรรมชาติ มากกว่าจะเป็นการสอน
ดังนั้น กิจกรรมในหนังสือชุดนี้ก็ควรเป็นการเล่น ไม่ใช่การสอน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ในบรรยากาศสนุก ๆ ของการเล่นมากกว่าบรรยากาศจริงจังของการสอน
พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูจึงมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะส่งเสริม ให้กำลังใจ ยอมรับ โดยไม่ตำหนิหรือควบคุมมากไป ขณะเดียวกันก็ไม่ตามใจหรือทอดทิ้ง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เด็ก ๆ อยู่ในบรรยากาศทางสังคมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ และจะดียิ่งขึ้น ถ้าเด็ก ๆ ได้เล่นกับพี่น้องหรือเพื่อน ๆ เพื่อให้เรียนรู้จากกันและกันรวมถึงเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์และรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ซึ่งเป็นพัฒนาการด้านคุณธรรมในวัยนี้ไปพร้อม ๆ กันด้วย โดยมีพ่อแม่คอยดูแลและชี้แนะ

โดยสรุปสิ่งที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูควรทำกับเด็ก ก็คือ
1) ทำกิจกรรมในหนังสือกับเด็ก ๆ ในบรรยากาศการเล่น ไม่ใช่การสอน
2) ดัดแปลงกิจกรรมในหนังสือไปสู่กิจกรรมในชีวิตจริง ให้เด็ก ๆ มีโอกาสเล่นและลดเวลาดูโทรทัศน์ให้เหลือน้อยที่สุด ในวัย 3-6 ปี เด็กไม่ควรดูโทรทัศน์มากกว่า ½-1 ชั่วโมง และไม่ควรให้เล่นเกมหรือคอมพิวเตอร์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะขัดขวางพัฒนาการด้านภาษา การคิด สมาธิ และสังคมของเด็ก
3) เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เล่นกิจกรรมทั้ง 3 แบบ (เล่นอิสระ เล่นตามจินตนาการ และเล่นอย่างสร้างสรรค์) กับเด็ก ๆ ในวัยเดียวกัน โดยมีพ่อแม่ช่วยดูแลหรือเล่นด้วย
4) ใช้คำพูดและท่าทีที่ส่งเสริมให้กำลังใจ ไม่ใช่การตำหนิหรือสั่งสอน


นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ (สวร.)และหัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น